รถรับจ้างกรุงเทพ : กฎหมายรถบรรทุก ข้อกำหนดและกฏหมายสำคัญ ที่บังคับใช้มีอะไรบ้าง

รถรับจ้างกรุงเทพ : กฎหมายรถบรรทุก ข้อกำหนดและกฏหมายสำคัญ ที่บังคับใช้มีอะไรบ้าง เป็นการแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับการดูแลถนนหนทาง เส้นทางการจราจร ไม่ให้ผุพังหรือทรุดโทรมก่อนกำหนดเวลา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อการใช้งบประมาณการปลูกสร้างหรือซ่อมแซมถนนใหม่

ซึ่งล่าสุด มีการลงนามทำข้อตกตกลงร่วมระหว่างหลายภาคฝ่าย เช่น รฟท. หรือ การรถไฟแห่งประเทศไทย กทท. หรือ การท่าเรือแห่งประเทศไทย และองค์กรสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ในการจัดการเรื่องรถบรรทุกน้ำหนักเกินนี้ โดยจะนำสู่การเพิ่มเติมในข้อกฎหมายรถบรรทุก ส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนักรถบรรทุก ที่ออกไว้เมื่อปี 2535 โดยทางการฯ คาดว่าจะให้ผลเริ่มบังคับใช้ในปลายปี 2561

ทั้งนี้ ยังมีรายละเอียดของบรรทุกน้ำหนักเกินเกณฑ์ เช่น

รถบรรทุกขนาด 10 ล้อ ต้องบรรทุกไม่เกิน 25 ตัน หรือ 25,000 กิโลกรัม

รถบรรทุกขนาด 4 ล้อ ต้องบรรทุกไม่เกินกว่า 9.5 ตัน หรือ 9,500 กิโลกรัม

รถบรรทุก 6 ล้อ ต้องไม่ให้เกินกว่า 15 ตัน

โดยกฎหมายรถบรรทุกยังครอบคลุมไปถึงรถบรรทุกพ่วง หรือที่เราเรียกว่า รถพ่วงด้วย โดยแยกตามจำนวนล้อและเพลา เช่น

รถพ่วงที่มี 6 เพลา ที่มี 22 ล้อ ต้องบรรทุกหนักไม่เกินกว่า 50.5 ตัน หรือ 50,500 กิโลกรัม

สำหรับโทษของการฝ่าฝืนกฎหมายรถบรรทุกข้อนี้นั้น จะคิดในลักษณะอัตราทบทวี คือ จะเริ่มต้นการปรับที่ 1 หมื่นบาท จากนั้นก็จะทบเพิ่มเป็น 3 หมื่น และกำหนดโทษขั้นสูงสุด ที่ 1 แสนบาท สำหรับผู้ฝ่าฝืนแอบลักลอบขนส่งสินค้าที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ โดยจะเรียกปรับที่บริษัทที่รับผิดชอบการขนส่งและผู้ที่เป็นลูกค้าองค์บริษัทขนส่ง หรือ ผู้ใช้บริการขนส่งรถบรรทุกเหล่านั้น รวมถึงบริษัทที่เป็นปลายทางผู้รับที่รถบรรทุกเหล่านั้นจะไปส่งสินค้าให้ด้วย เรียกว่าเป็นกฎหมายรถบรรทุกที่มีการควบคุมด้วยโทษปรับอย่างครบวงจร ตั้งแต่จุดเริ่มต้นคือ ผู้จ้าง ผู้บริการขนส่งรถบรรทุก และผู้รับปลายทาง เลยทีเดียว

กฎหมายรถบรรทุกด้านการควบคุมอุปกรณ์ล็อครถบรรทุกเพื่อความปลอดภัย
ด้านการล็อครถคอนเทนเนอร์ เพื่อความปลอดภัยไม่ให้สิ่งของร่วงหล่น เป็นการกำชับให้ระมัดระวังดูแลสิ่งของและอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ให้มีการปลิว ตกหล่น หรือ ถ้าเป็นของเหลว ก็คือ ห้ามมีการรั่วไหล เป็นทางจากรถบรรทุกที่ขนส่งสินค้าเพราะล้วนทำให้ผู้ขับขี่สัญจรไปมาได้รับความเสี่ยงจากการขับขี่ เป็นปัญหาที่ทำให้ตัวเลขสถิติอุบัติภัยบนท้องถนนเพิ่มขึ้นในทุกปี

ทั้งนี้ ยังมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกเข้าเขตนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งในไทยมีหลายแห่ง ทั้งแหลมฉบัง นวนคร เป็นต้น โดยทางการได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้กำชับตักเตือนและผู้ให้บริการรถบรรทุกสำหรับขนส่งสินค้า ในการตรวจตราความเรียบร้อยของอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ดีก่อนที่กฎหมายรถบรรทุกจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 กันยายน 2561

กฎหมายรถบรรทุกเรื่องการติดตั้งแผ่นสะท้อนแสง
เนื่องจากมีสถิติตัวเลขจากอุบัติเหตุรถชนจากรถยนต์ส่วนบุคคลกับรถบรรทุกสิ่งของขนาดใหญ่ ของบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ที่มีความยาว และขนาดความกว้างของรถที่ส่งผลลบต่อวิสัยทัศน์ในการขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนนคันอื่น ๆ โดยเฉพาะการขับขี่ในเวลากลางคืน ที่มีอุบัติเหตุร้ายแรงสูงถึงขั้นเสียชีวิตหลายครั้ง

ทั้งนี้กฎหมายรถบรรทุกส่วนของการติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสง เป็นหนึ่งในการยกระดับมาตรฐานกฎหมายรถบรรทุกของไทยให้เข้าสู่ความเป็นสากลทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมยานยนต์ที่สหประชาชาติ เพื่อออกมติให้แต่ละประเทศจัดระเบียบทางด้านนี้

ทางกรมการขนส่งทางบก ได้ออกกฎหมายรถบรรทุกส่วนเพิ่มเติมจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่ โดยเพิ่มในส่วนที่เกี่ยวกับคุณลักษณะของรถบรรทุก และรูปแบบของแผ่นสะท้อนแสงที่ต้องติดตั้ง ต้องถูกสีสัน ขนาดรูปร่าง ตำแหน่ง เพื่อวัตถุประสงค์หลัก คือต้องสามารถให้ผู้ขับขี่คันอื่น ๆ เห็นได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะในเวลาวิกาล โดยมีผลบังคับใช้ทันที สำหรับรถบรรทุกที่จดทะเบียนรถใหม่ ตั้งแต่ เมื่อ 1 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา

โดยคุณสมบัติของแผ่นสะท้อนแสงที่ใช้ ต้องผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถมองเห็นได้ในระยะไม่ต่ำกว่า 150 เมตร และติดตั้ง 2 ด้าน คือ ด้านข้างรถ กับ ด้านท้ายรถ ซึ่งด้านข้าง รถ ต้องใช้แถบสะท้อนแสงที่เป็นสีเหลืองกับสีขาวเท่านั้น ส่วนด้านท้ายรถ กฎหมายรถบรรทุก ได้ระบุว่าให้ใช้สีแดง หรือ สีเหลือง และตำแหน่งที่ติด ต้องมีความสมดุลสมมาตรกันซ้ายขวาของด้านท้ายรถ โดยรถที่ต้องติดด้านหลัง คือรถที่มีความกว้าง มากว่า 2.1 เมตร ขึ้นไป ส่วนการติดแถบสะท้อนแสงด้านข้างรถ ต้องติดให้แถบมีค่าความยาวไม่น้อยกว่าสัดส่วน 1 ใน 3 ของความยาวรถ แต่ไม่ให้เกิน 2 ใน 3 ของความยาวรถ

ทั้งนี้ หากเป็นรถเก่าที่ยังไม่ได้ติดตั้งให้ถูกต้อง ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 มกราคม 2562 หรือ หากติดตั้งแล้ว แต่สีสันของแถบป้ายฯ ยังไม่ถูกต้อง ต้องแก้ไขภายใน 1 มกราคม 2563 มิฉะนั้นจะถูกโทษปรับโดยอ้างอิงจากกฎหมายรถบรรทุกในส่วนของ พรบ. การขนส่งทางบก ปี 2522 คือ โทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5 หมื่นบาท

รถบรรทุก กับ GPS
กรมการขนส่งทางบก ได้มีการกำหนดให้ รถโดยสารสาธารณะ รถลากจูง และรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไปต้องทำการติดตั้งระบบ GPS เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บริหารจัดการเดินรถของกรมขึ้นมา พูดง่ายๆ ก็คือ กรมการขนส่งมีกฎหมายระบุให้ต้องมี GPS ติดรถบรรทุก และรถสาธารณะนั่นเอง เชื่อว่าวิธีการนี้จะช่วยในเรื่องติดตามพฤติกรรมการขับรถได้อีกทั้งยังส่งผลให้ปัญหาเกี่ยวกับอุบัติเหตุบนท้องถนนลดลงได้ด้วยเช่นกัน

มีสถิติอุบัติเหตุจากรถโดยสารและรถบรรทุกระบุว่า ปัญหาของอุบัติเหตุเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมเรื่องการขับขี่ของพนักงานรวมถึงเรื่องของระบบบริหารจัดการองค์กร อาทิ มีการใช้ความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด, ให้พนักงานขับรถเกินเวลามาตรฐานความปลอดภัยส่งผลให้เกิดความเมื่อยล้า อ่อนเพลีย จนนำมาซึ่งความเสียหายต่างๆ

ดังนั้น การใช้ GPS ติดรถบรรทุก จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการที่มีรถบรรทุก ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะนอกจากจะเพิ่มความปลอดภัยในทรัพย์สินเเละสามารถติดตามการดำเนินงานต่างๆของรถเเต่ละคันได้เเล้วนั้น ยังทำให้เจ้าของธุรกิจ สามารถควบคุมและติดตามพฤติกรรมการขับขี่ของคนขับได้อีกด้วย